
Infographic คืออะไร? ค้นพบเเทคนิคเปลี่ยนคอนเทนต์แสนยาว ให้ดูกระชับ น่าอ่าน น่าติดตาม!
รวมเนื้อหาที่น่าสนใจ
ในปัจุบันภาพ Infographic (อินโฟกราฟิก) เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำคอนเทนต์ เพราะไม่ใช่แค่มีความสวยงามและน่าอ่าน แต่ยังสามารถใส่ข้อมูลที่เราต้องการเล่าถึงได้อย่างครบถ้วนภายในรูปเดียว
แล้วทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่า Infographic ที่เราเห็นๆ กันนั้นมีแบ่งประเภท ออกแบบ แล้วใช้งานอย่างไรบ้าง? งั้นเราตามไปดูกันเลยย
Infographic (อินโฟกราฟิก) คืออะไร?
Infographic เป็นคำพ้องเสียงของคำว่า “information” (ข้อมูล) และ “graphic” (กราฟิก) โดย Infographic คือ รูปแบบหนึ่งของการสื่อสารด้วยภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสาร อีกทั้งยังช่วยลดความซับซ้อนของการนำเสนอข้อมูลจำนวนมาก ให้เข้าใจได้ง่ายเพียงมองแวบเดียว
ทำไมถึงต้องใช้ Infographic?
Infographic เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำแบรนด์ เพราะ Infographic สามารถช่วยดึงดูดความสนใจได้อย่างดีมากกว่าบล็อกโพสต์ยาวๆ แล้วสามารถย่อยข้อมูลสำคัญๆ ไว้ในภาพเดียว และทำให้ข้อมูลที่เราสื่อสารออกไปดูไม่น่าเบื่อ
ประเภทของ Infographic มีอะไรบ้าง?
Infographic สามารถแบ่งได้หลายประเภท โดยแต่ละประเภทนั่นมีจุดประสงค์และความแตกต่างในการเล่าเรื่อง ดังนี้
1. List infographics
List infographics คือ infographics ที่เรียบเรียงข้อมูลเป็นข้อๆ โดยส่วนใหญ่จะมีตัวอักษรค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะมีภาพที่ชัดเจนว่าแต่ละข้อที่พูดถึงคืออะไร
ควรใช้ตอนไหน?
List infographic ควรใช้เมื่อต้องการแสดงข้อมูลที่มีหลายๆข้อ เพราะจะช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้อย่างครบถ้วนโดยที่ไม่กระทบกับรูปภาพ
ข้อแนะนำ
เมื่อสร้างรายการของข้อมูลแต่ละข้อได้แล้ว ให้จัดวางข้อมูลเหล่านี้ไว้ด้านข้างๆ และใช้ภาพหรือไอคอนอยู่ตรงด้านหน้าหน้าหรือหลังข้อความ เพื่อให้อ่านง่ายและน่าจดจำมากขึ้น

2. Statistical Infographics
Statistical Infographics คือ Infographics เชิงสถิติ ที่มีแผนภูมิวงกลม กราฟแท่ง และการแสดงข้อมูลด้วยภาพอื่นๆ โดย Infographics ประเภทนี้สามรถช่วยปรับกลยุทธ์เนื้อหาและเพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้ชมได้
ควรใช้ตอนไหน?
Statistical Infographics มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลในเชิงที่เป็นสถิติ โดยเราสามารถใช้ Infographics ประเภทนี้ในการนำเสนอผลการสำรวจหรือการวิจัยที่เข้าใจได้ยาก เปลี่ยนมาเป็นน่าสนใจมากขึ้นจนต้องหยุดอ่าน
ข้อแนะนำ
การเพิ่มตัวเลขด้วยการออกแบบกราฟิกให้มีความโดดเด่น จะช่วยให้ผู้อ่านซึมซับเนื้อหาได้โดยไม่ต้องลำบากในการโฟกัสและทำความเข้าใจประเด็นมากนัก และช่วยให้เพิ่มความสะดวกในในการสื่อสารด้วยภาพเมื่อจำเป็นต้องนำเสนอสถิติ

3. How-to infographics
How-to infographics คือ infographics ที่แสดงวิธีการ หรืออธิบายวิธีการทำอะไรบางอย่างที่เป็นขั้นตอนเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจง่ายขึ้น เช่น กินยังไงให้หายท้องผูก, วิธีดูแลผมให้แข็งแรงใน 5 ขั้นตอน เป็นต้น
ควรใช้ตอนไหน?
How-to infographics ควรใช้เมื่อมีข้อมูลที่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ดูซับซ้อน หากใช้ในเชิงของการตลาด How-to infographics สามารถเข้ามาช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มเป้าหมายพบเจอบ่อยๆ เช่น ขั้นตอนการสมัครสมาชิก หรือ ขั้นตอนการเก็บรักษา เป็นต้น
ข้อแนะนำ
นอกจากข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักแล้ว อาจจะลองเพิ่มเติมคำแนะนำเสริมเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ หรือใส่ตัวเลขขั้นตอนให้ชัดเจน เพื่อเป็นการแนะนำขั้นตอนต่างๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจ

4. Timeline infographics
Timeline infographics คือ infographics ที่แสดงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา ซึ่งไม่เพียงแค่มีประโยชน์และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงดูดสายตาของผู้อ่านอีกด้วย
ควรใช้ตอนไหน?
Timeline infographics ค่อนข้างมีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย โดยทั่วไปแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจะใช้ Timeline infographics เพื่อ
- แสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของบุคคลหรือสิ่งของ
- อธิบายถึงวิวัฒนาการหรือเทรนด์ของผลิตภัณฑ์นั่นๆ
- แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ข้อแนะนำ
การทำ Timeline infographics ควรอย่าลืมใช้ไอคอนและภาพประกอบตลอดความยาวของไทม์ไลน์เพื่อแสดงแต่ละจุดให้มีความเด่นขึ้น และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกและเข้าใจง่ายขึ้น

5. Comparison Infographics
Comparison Infographics คือ Infographics ที่แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของตัวเลือกต่างๆ ด้วยการนำเสนอทางเลือกตั้งแต่สองทางเลือกขึ้นไป Infographics ประเภทนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดต่างๆ ในหลายกรณี เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง
ควรใช้ตอนไหน?
ในด้านการตลาดมักจะใช้ Comparison Infographics เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของแบรนด์มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไร
ข้อแนะนำ
ในทั่วไปจะใช้รูปแบบของแผนภูมิหรือตาราง แล้วมีไอคอนหรือภาพประกอบเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งนั่นๆ มากขึ้น โดยอาจะมีการสรุปประเด็นหลักง่ายๆ ไว้ให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

6. Map หรือ location infographics
Map หรือ location infographics คือ Infographics ที่สื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้วยภาพ โดยปกติจะแสดงในรูปแบบของแผนที่ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่โลก, แผนที่ประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง
ควรใช้ตอนไหน?
Map หรือ location infographics สามารถนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยส่วนใหญ่มักจะสื่อสารด้วยข้อมูลประชากรหรือข้อมูลเฉพาะของสถานที่ เพื่อเน้นข้อมูลเชิงลึกให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ข้อแนะนำ
หากต้องการแชร์สถิติเกี่ยวกับประเทศต่างๆ หรือสถานที่ ให้ใส่ตัวเลขหรือชื่อสถานที่ให้ชัดเจนลงไปในแผนที่ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างสถานที่ต่างๆ ได้

7. Process description infographics
Process description infographics คือ Infographics ที่อธิบายกระบวนการของการกระทำ และขั้นตอนของกระบวนการด้วยภาพ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ควรใช้ตอนไหน?
Process description infographics นิยมนำมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลทางเทคนิคหรือชุดการดำเนินการที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้เน้นย้ำถึงพื้นฐานของการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์
ข้อแนะนำ
ในการทำให้ข้อมูลทางเทคนิคที่มีความซับซ้อนนั่นเข้าใจง่ายขึ้น ต้องทำการแยกย่อยแล้วจัดกลุ่มตามหมวดหมู่ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถไล่อ่านข้อมูลได้อย่างง่ายดายและเข้าใจมากขึ้น

Tips! การทำ Infographic ให้โดดเด่น
หลังจากที่ได้รู้เกี่ยวกับประเภทต่างๆ ของ Infographic แล้ว ต่อไปจะบอกถึงเคล็ดลับที่จะช่วยคุณยกระดับคุณภาพของ Infographic ให้โดดไปอีกขั้น!
1. เป็นคนแรกที่ทำและต้องมีความสร้างสรรค์
ในโลกออนไลน์มีภาพ Infographic อยู่เป็นแสนเป็นล้านรูป หากต้องการให้กลุ่มเป้าหมายของเราเห็นถึงความแตกต่างไม่เหมือนใคร
ต้องเริ่มต้นจากการ ค้นหาว่าหัวข้อประเภทใดที่จะดึงดูดผู้ชมของคุณ แล้วคำถามใดที่พวกเขาอาจยังไม่มีคำตอบ และสิ่งเหล่านั้นมีภาพหรือ Infographic ไปแล้วหรือยัง ซึ่งถ้ามีคนทำหัวข้อเรื่องที่คุณอยากทำไปแล้ว เราต้องเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในงานของเราให้มากขึ้นกว่าเดิม
2. ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
การบ้านที่เราต้องทำต่อมา คือก่อนที่จะเริ่มทำ Infographic ต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราชอบการออกแบบแบบไหน ที่จะทำให้เขาสะดุดตาแล้วอ่านของเราต่อ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แต่ละช่องทางในโซเชียลออนไลน์นั้น มีรูปแบบการโพสต์คอนเทนต์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรที่จะสร้าง Infographic ให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราเล่นเยอะที่สุด
3. ใช้สีและฟอนต์ที่ดึงดูดสายตา
การใช้จิตวิทยาของสี สามารถช่วยให้การการออกแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหาก Infographic ไม่ใช้สีและฟอนต์ที่น่าดึงดูด อาจจะทำให้ภาพดูไม่มีชีวิตชีวาและไม่น่าอ่านไปเลย
4. แสดงข้อความด้วยไอคอนและกราฟิก
ภาพ Infographic ที่มีข้อความมากเกินไปจะทำให้ดูน่าเบื่อและไม่น่าสนใจ เราจึงต้องผสมผสานระหว่างข้อความกับภาพหรือไอคอนมาเป็นส่วนประกอบของภาพ ให้ดูน่าสนใจและเข้าใจง่ายมากขึ้น ที่เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร
5. เรียงลำดับความสำคัญของเนื้อหา
เราสามารถเรียงเนื้อหาได้โดยการไล่ระดับตามความสำคัญหรือหัวข้อเรื่อง เพื่อให้สายตาของผู้อ่านไล่ลำดับการอ่านถัดไปเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ซึ่งการเรียงลำดับของเนื้อหารวมถึงการออกแบบด้วย ที่ต้องทำให้ดูสะอาดตา ไม่รกจนอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะจะทำให้น่าดึงดูด และดูเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ
6. พัฒนา Infographic มากขึ้นอีกขั้น
การที่จะทำให้ Infographic ดูโดดเด่นขึ้น เราต้องพัฒนา Infographic ของเราให้เป็นมากกว่ารูป คือทำเป็นภาพเคลื่อนไหว และแทรกลิงก์หรือปุ่มที่คลิกได้เพื่อนำไปยังช่องทางการขายของแบรนด์หรือแพลตฟอร์มที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเข้าไปดู
สรุป
การทำ Infographic สามารถช่วยให้สิ่งที่เข้าใจยากๆ ที่ไม่ค่อยน่าจดจำหรือสนใจ กลายมาเป็นสิ่งที่น่าอ่าน น่าติดตาม น่ากดแชร์!
ทั้งนี้เราสามารถนำเอาประเภทของแต่ละ Infographic ไปปรับประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับคอนเทนต์หรือกลยุทธ์ของแบรนด์ได้เลย! และหากต้องการผู้ที่เชี่ยวชาญช่วยออกแบบให้ Infographic สวย น่าติดตามก็สามารถติดต่อสอบถามมาที่ 6ix Studio ได้เลย เราพร้อมให้คำปรึกษาคุณ!
ข้อมูลอ้างอิง:

